เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ประโยคปลอบใจที่แท้จริงแล้วคมสองด้าน

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เป็นประโยคที่เราใช้ปลอบกันในวันแย่ๆ แต่ความคมจริงของมันอยู่ตรงที่ มันไม่ได้พูดถึงแค่ความทุกข์ มันพูดถึงทุกอย่าง รวมถึงวันที่ดีที่สุดของเราด้วย
นั่นคือเหตุผลที่ตำนานเก่าแก่เล่าว่า ประโยคนี้ถูกสลักไว้บนแหวน ไม่ใช่เขียนไว้บนการ์ดปลอบใจ เพราะมันมีไว้ใส่ติดตัวทุกวัน ทั้งวันขึ้นและวันลง
สรุปใน 30 วินาที
- ตำนานเปอร์เซียเล่าว่า กษัตริย์ขอประโยคที่จริงในทุกสถานการณ์ นักปราชญ์จึงถวายคำว่า สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน
- ประโยคนี้คมสองด้าน วันทุกข์มันคือความหวัง วันรุ่งเรืองมันคือความไม่ประมาท
- ใช้จริงได้ด้วยการถามตัวเองว่า เรื่องนี้ในอีกหนึ่งปี จะยังใหญ่เท่าวันนี้ไหม
ตำนานของประโยคนี้เล่าว่าอะไร
เรื่องเล่ามีหลายสำนวน แต่ใจความตรงกัน กษัตริย์องค์หนึ่งเรียกนักปราชญ์มาขอสิ่งที่แปลกที่สุด คือประโยคเดียวที่อ่านแล้วจริงเสมอ ทั้งในวันที่ชนะสงคราม และในวันที่สิ้นเนื้อประดาตัว
นักปราชญ์ถกกันอยู่นาน ก่อนกลับมาพร้อมแหวนวงหนึ่ง ข้างในสลักว่า สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน
ว่ากันว่าในวันที่ทัพของพระองค์แตกพ่าย ประโยคนี้ดึงพระองค์ขึ้นจากความสิ้นหวัง และในวันสวนสนามฉลองชัย ประโยคเดียวกันก็ดึงพระองค์ลงจากความลำพอง ประโยคเดียว ทำงานสองทิศ นี่แหละที่ทำให้มันอยู่มาได้เป็นพันปี
ทำไมต้องคมสองด้าน ด้านเดียวไม่พอเหรอ
ลองเทียบสองวิธีใช้
ก. ใช้ด้านเดียว เฉพาะวันทุกข์ ได้กำลังใจดี แต่พอวันรุ่งเรืองมาถึง เราจะเผลอคิดว่าขาขึ้นจะอยู่ตลอด ใช้เงินเหมือนพรุ่งนี้ไม่มีวันแย่ ผูกตัวตนกับตำแหน่ง พอวันเปลี่ยน เลยเจ็บสองเท่า
ข. ใช้สองด้าน วันทุกข์ ใจไม่จมเพราะรู้ว่าพายุมีวันสงบ วันรุ่งเรือง ใจไม่ฟูเกินเพราะรู้ว่าฤดูกาลหมุนเวียน ผลคือใจที่แกว่งแคบลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะชา แต่เพราะเห็นความจริง
หลวงพ่อชาสอนเรื่องเดียวกันนี้ด้วยคำสั้นกว่า คือ มันไม่แน่ เราเคยรวบรวมไว้ใน 10 ประโยคจากหลวงพ่อชา อ่านคู่กันแล้วจะเห็นว่าปราชญ์ตะวันออกตะวันตก ชี้นิ้วไปที่ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน
เอามาใช้กับชีวิตจริงยังไง
ทดสอบด้วยเลนส์หนึ่งปี เรื่องที่หนักอยู่ตอนนี้ ลองถามว่าอีกหนึ่งปีจะยังใหญ่เท่านี้ไหม เรื่องส่วนใหญ่ตอบว่าไม่ แค่ถามก็เบาไปครึ่ง เทคนิคนี้ช่วยเรื่อง คิดมากตอนกลางคืน ได้ตรงๆ
ใช้ตอนสุขให้เป็นด้วย วันที่ดีมากๆ ลองบอกตัวเองเบาๆ ว่าวันนี้จะผ่านไปนะ ไม่ใช่เพื่อดับความสุข แต่เพื่อดื่มมันให้หมดแก้ว คนที่รู้ว่างานเลี้ยงมีวันเลิกรา จะเต้นรำเต็มที่กว่าคนที่คิดว่ามันไม่มีวันจบ
พกไว้กับตัวจริงๆ เขียนใส่กระดาษในกระเป๋าเงิน ตั้งเป็นพื้นหลังโทรศัพท์ ตำนานใช้แหวน เราใช้อะไรก็ได้ที่ตาจะบังเอิญเห็นในวันที่ต้องการ
สิบวินาทีที่ได้อ่านประโยคนี้ในจังหวะที่ใช่ บางครั้งเปลี่ยนการตัดสินใจทั้งวัน เท่ากับลงทุนสิบวินาที แลกกับการไม่ต้องเสียทั้งคืนไปกับความฟูมฟายหรือความลำพอง ถูกที่สุดในบรรดาเครื่องมือดูแลใจทั้งหมดแล้ว
บทส่งท้าย
ทุกข์ที่เคยคิดว่าตายแน่ๆ เราก็ผ่านมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สุขที่เคยคิดว่าจะอยู่ตลอด ก็ผ่านไปแล้วเหมือนกัน เหลือแต่เราคนเดิม ที่ยังเดินต่อได้เสมอ
แล้ววันนี้ล่ะ ไม่ว่ากำลังอยู่ในฤดูไหน อย่าลืมว่ามันเป็นฤดู ไม่ใช่ภูมิอากาศถาวร
ถ้าเรื่องที่แบกอยู่ตอนนี้จะผ่านไปแน่ๆ เราอยากใช้พลังที่เหลือกับมัน หรือกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดี คำตอบอยู่ใน การอยู่กับความไม่แน่นอน ที่เราฝึกได้ทุกวัน
คำถามที่พบบ่อย
ประโยคเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มีที่มาจากไหน
ตำนานที่เล่าขานกันมากที่สุดคือเรื่องกษัตริย์เปอร์เซียที่ขอประโยคเดียวซึ่งจริงในทุกสถานการณ์ นักปราชญ์จึงถวายแหวนสลักคำว่า สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน เรื่องนี้มีหลายสำนวนและถูกเล่าต่อกันมานับพันปี
ใช้ประโยคนี้ตอนมีความสุขด้วย จะไม่ทำให้หมดสนุกเหรอ
ตรงกันข้าม การรู้ว่าช่วงเวลาดีๆ ไม่อยู่ตลอดไป ทำให้เราดื่มด่ำกับมันเต็มที่ขึ้น เหมือนคนที่รู้ว่างานเลี้ยงมีวันเลิก จะเต้นรำสุดตัวกว่าคนที่คิดว่ามันไม่มีวันจบ ความไม่เที่ยงจึงเป็นเหตุผลของความใส่ใจ


